ธุรกิจออนไลน์ อีกหนึ่งช่องทางการค้าสำหรับ SMEs
การตลาดในยุคศตวรรษที่ 21 ธุรกิจต่างๆไม่จำเป็นต้องเร่ ขายหรือร้องขายสินค้า
เหมือนแม่ค้าในตลาดสด ที่ภาษาวิชาการเรียกว่า เทรดดิชั่นแนลเทรด หรือแม้แต่การขายในห้างสรรพสินค้าติดแอร์ต่างๆ ที่เรียกกันว่า โมเดอร์นเทรด แต่ปัจจุบันผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้า ถึงช่องทางการตลาดในรูปแบบใหม่ที่สามารถทำการค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงในต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งเรียกว่า “ธุรกิจ ออนไลน์” หรือ “อีคอมเมิร์ซ”(E-commerce บางทีเรียกว่า พาณิชย์อิเลคทรอนิคส์)
“อีคอม เมิร์ซ” หรือ “ธุรกิจออนไลน์” เป็นการเสนอขายสินค้าหรือบริการผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยที่เจ้าของสินค้าจะมีหรือไม่มีพนักงานขาย และมีหรือไม่มีพื้นที่หน้าร้านก็ได้ แค่ทำการจัดร้านขายสินค้าหรือบริการให้น่าสนใจโดยอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า “เว็บไซต์” เพียงเท่านี้ลูกค้าไม่จำกัดจำนวนก็สามารถเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมสินค้าหรือ บริการได้โดยไม่จำกัดสัญชาติ และสามารถสั่งซื้อสินค้าหรือบริการผ่านเว็บไซต์ได้ทันที โดยที่ผู้ขายกับลูกค้าไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากันเลย
รูปแบบของการทำ ธุรกิจออนไลน์นี้ ความสัมพันธ์ของผู้ขายกับลูกค้าอาจจะเป็นแบบผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการ ด้วยกัน (Business to Business : B2B) หรือ ผู้ประกอบการกับผู้บริโภค (Business to Consumer : B2C) หรือ ผู้บริโภคกับผู้บริโภค (Consumer to Consumer : C2C) ก็ได้ แล้วแต่ประเภทสินค้าหรือสถานะเริ่มต้นของผู้ขาย ลูกค้า 3 รูปแบบนี้มีความเหมือนกันตรงที่ผู้ขายมีบทบาทในการตั้งราคาสินค้า
แต่มีลูกค้าอีกรูปแบบหนึ่งที่ท้าทายผู้ ขายมากก็คือ การที่ผู้บริโภคที่มีสถานะเป็นผู้ขาย (Consumer to Business : C2B) ลูกค้า รูปแบบนี้มีความแตกต่างจากลูกค้ารูปแบบอื่นๆ เพราะลูกค้าจะเข้ามามีบทบาทในการตั้งราคาสินค้า ซึ่งคล้ายๆ กับการประมูลสินค้านั่นเอง อย่างไรก็ตามอำนาจการตัดสินใจที่จะขายหรือไม่ขายสินค้าก็เป็นของผู้ขายเท่า นั้น ดังนั้นผู้ซึ่งเป็นผู้ขายจะต้องเลือกรูปแบบการค้าให้เหมาะสมกับธุรกิจของตน เอง เช่น เว็บไซต์ Ebay Amazon เป็นต้น ในขณะที่ของประเทศไทย ก็มีเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งประมูลหลายแห่งเช่นกัน
พฤติกรรมของผู้ บริโภคที่นิยมซื้อสินค้าจากธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันมีอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกชอบที่จะสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตและให้ผู้ขายจัดส่งสินค้าให้ ถึงที่หมายตามที่ระบุไว้ โดยชำระค่าสินค้าผ่านบัตรเครดิต, บัญชีเงินฝากธนาคาร และจ่ายธนาณัติ แต่อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่ชอบเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการก่อน โดยจะพิจารณาคุณสมบัติและราคาของสินค้าหรือบริการจากอินเทอร์เน็ตก่อน จากนั้นก็จะเดินทางไปดูสินค้าด้วยตนเอง เพื่อที่จะได้มองเห็น สัมผัสสินค้า และถ้าเกิดความพึงพอใจก็สามารถสั่งซื้อและชำระค่าสินค้าที่หน้าร้านเลย (ใช้ได้เฉพาะธุรกิจออนไลน์ที่มีหน้าร้านเท่านั้น) ซึ่งลูกค้าอาจสั่งซื้อสินค้าหรือบริการที่นอกเหนือจากความสนใจทางอินเทอร์ เน็ตอีกด้วย
หากท่านผู้ ประกอบการท่านใดเริ่มสนใจประกอบธุรกิจออนไลน์แล้ว จะขอข้อแนะนำเป็นขั้นตอนมีดังนี้
1. จะต้อง พิจารณาธุรกิจของท่านเองว่า ท่านมีความถนัดที่จะทำธุรกิจอะไร จากนั้นต้องพิจารณาต่อไปว่าคุณสมบัติของสินค้าหรือบริการนั้นเหมาะที่จะใช้ ออนไลน์ในการทำตลาดหรือไม่ โดยคุณสมบัติที่จำเป็นมากๆ ก็คือ ความสะดวก และราคาถูก ซึ่งหมายความว่าลูกค้าจะต้องสะดวกและประหยัดเวลาจากการซื้อสินค้าผ่าน การออนไลน์มากกว่าการซื้อผ่านหน้าร้านหรือในห้างสรรพสินค้า และเมื่อคิดคำนวณราคาของสินค้าหรือบริการแล้วจะต้องมีราคาถูกกว่าหรือคุ้ม ค่าคุ้มเวลามากกว่าการไปเลือกซื้อด้วยตนเอง ซึ่งในปัจจุบันการค้าผ่านอินเตอร์เน็ตจะมีข้อดีที่ลูกค้าไม่ต้องเสียค่าใช้ จ่ายในการเดินทางไปซื้อถึงที่ ใน?ขณะที่ราคาน้ำมัน ก็สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้การนำ เสนอสินค้าหรือบริการก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าประทับใจและสนใจที่จะ เลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากเว็บไซต์ หากการนำเสนอสินค้าหรือบริการมีความแตกต่าง และโดดเด่นน่าสนใจกว่าผู้ขายรายอื่นที่มีสินค้าหรือบริการประเภทเดียวกัน ซึ่งความแตกต่างนี้จะช่วยทำให้ลูกค้าจดจำตราสินค้าของท่านได้ดีขึ้นอีกด้วย และหากท่านเคยคิดและรู้ว่าการ เริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ควรที่จะมีธุรกิจเป็นของตนเองอย่างแข็งแกร่งแล้วต้องการสร้างช่องทางจัด จำหน่ายเพิ่มขึ้น จึงเลือกใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางเสริมนั้นถูกต้องในระดับหนึ่ง แต่ยังมีกลุ่มบริษัทอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้อีคอมเมิร์ซผ่านอินเทอร์เน็ตเป็น ช่องทางจัดจำหน่ายหลักของบริษัท และทุกวันนี้ก็ยังประสบความสำเร็จอยู่ เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างของธุรกิจผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างแท้จริง
2. เมื่อ ตัดสินใจได้แล้วว่าสินค้าหรือบริการนั้นเหมาะสมที่จะทำการตลาดแบบออนไลน์ จากนั้นมาดูกันต่อว่า หากเป็นธุรกิจที่มีเงินลงทุนน้อย วิธีการเสนอขายสินค้าหรือบริการก็จะทำได้โดยการโฆษณา ติดประกาศขาย หรือการประมูลสินค้าไว้กับเว็บไซต์ที่เป็นศูนย์รวมในการขายสินค้าทางอิน เทอร์เน็ต เช่น www.tarad.com, www.thai2hand.com, www.siamemarket.com, www.mixmarket.com, www.shopitem.com, www.taladtoday.com, www.basthai.com และ www.thaionlinemarket.com เป็นต้น แต่ถ้าเป็นธุรกิจที่มีเงินลงทุนมาก และมีเครื่องหมายการค้าเป็นของตนเอง ต้องออกแบบรูปแบบของเว็บไซต์ให้น่าสนใจด้วยตนเองหรือใช้บริการจากบริษัท เอกชนที่รับออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ทั่วไป หรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ประสานและบริการ SMEs สำนัก งานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) โทร.02-2788800
การค้าปลีกผ่านอินเทอร์เน็ตก็เหมือนการขายแบบเมล์ ออเดอร์(จัดส่งทางไปรษณีย์) หรือ ดีลิเวอรี่ตัวหนึ่ง มันมีข้อได้เปรียบในหลายๆ ด้าน เช่น สามารถกระจายสินค้าไปในจุดที่มีอินเทอร์เน็ตใช้ได้กว้างไกล และค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการเปิดร้านค้าทั่วไป ซึ่งคุณสามารถเข้ามาดูเว็บและสั่งซื้อสินค้าได้ทันที ยิ่งหากเป็นสินค้าที่ในจุดนั้นหาซื้อได้ยากแล้ว ในบางครั้งราคาก็ไม่สำคัญ และสินค้าหลายประเภทที่ดูแค่คุณสมบัติของสินค้า ก็เพียงพอในการตัดสินใจซื้อ เช่น โน้ตบุ๊ก
ในขณะเดียวกันมัน ก็มีข้อเสียเปรียบในบางด้านเช่นกัน ซึ่งไม่ได้หมายความทุกคนที่ซื้อโน้ตบุ๊กแล้วจะไม่ต้องจับต้องของจริง มันขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคน หรือในกรณีที่ไม่มีเวลาว่าง แต่ต้องการสินค้าบางอย่างที่มันอาจจะต้องเดินทางไกลกว่าจึงจะสามารถซื้อได้ ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายและเวลาที่เสียไป แต่นั่นก็ไม่ได้หมายถึงว่า คนที่ซื้อสินค้าทางนี้แล้วเขาจะไม่ซื้อช่องทางอื่น แต่การค้าผ่านอินเตอร์เน็ตหรือธุรกิจออนไลน์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่บังเอิญ ไปสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าบางรายในบางจังหวะเวลาเท่านั้น
สิ่งที่กล่าวมาน่า จะช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใหม่ๆ มีความคิดริเริ่มหรือจินตนาการถึงการเริ่มต้นเป็นเถ้าแก่ยุคใหม่กันได้บ้าง โดยลองเริ่มจากธุรกิจเล็กๆ เป็นการชิมลางลองผิดลองถูกไปก่อนได้ ซึ่ง ธุรกิจออนไลน์อาจช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ประสบความสำเร็จและร่ำรวยได้ ไม่ยากอย่างที่คิด
ที่มา : businessthai